เริ่มสร้างแบรนด์
เลือกโรงงานผลิตเครื่องสำอาง ให้ตรงใจแบรนด์: เช็กลิสต์ 10 ข้อ
MPC Innovation Lab · · 7 นาที
การเลือกโรงงานผลิตเครื่องสำอางให้ดี ควรตรวจสอบ 10 เรื่อง ได้แก่ มาตรฐานรับรอง (ISO 22716 / GMP เครื่องสำอาง), ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D), จำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ (MOQ), ขั้นตอนทำตัวอย่าง, การสื่อสาร, บริการด้านบรรจุภัณฑ์, การควบคุมคุณภาพ, เอกสาร, การรักษาความลับและความเป็นเจ้าของสูตร และการเยี่ยมชมโรงงาน โรงงานที่ตอบได้ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรทั้ง 10 ข้อ มักปลอดภัยกว่าโรงงานที่เสนอราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว
บทความนี้สรุปเป็นเช็กลิสต์ใช้งานได้จริงสำหรับเจ้าของแบรนด์มือใหม่ที่กำลังหาโรงงานผลิตครีมได้มาตรฐาน พร้อมบอกว่าแต่ละข้อควรถามอะไรและทำไมจึงสำคัญ
โรงงานผลิตเครื่องสำอางทำอะไรให้แบรนด์บ้าง?
โรงงานผลิตเครื่องสำอาง คือโรงงานที่รับพัฒนาสูตร ผสม บรรจุ และแพ็กผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้แบรนด์ โดยทั่วไปมี 2 รูปแบบ คือ OEM (โรงงานผลิตตามสูตรที่แบรนด์หรือห้องแล็บจัดหามา) และ ODM (โรงงานพัฒนาสูตรให้ และมักช่วยเรื่องบรรจุภัณฑ์ด้วย) ทำให้เปิดตัวแบรนด์ได้โดยไม่ต้องมีห้องปฏิบัติการของตัวเอง
แบรนด์ใหม่จำนวนมากเลือกโรงงานแบบวันสต็อป (One-Stop) เพราะการพัฒนาสูตร ทำตัวอย่าง บรรจุภัณฑ์ ผลิต และ QC อยู่ในทีมเดียว ลดการส่งต่องานและโอกาสผิดพลาด
เช็กลิสต์ 10 ข้อ ก่อนเลือกโรงงานผลิตครีม
1. มาตรฐานรับรอง: ISO 22716 และ GMP
ISO 22716 คือมาตรฐานสากลว่าด้วยแนวทางปฏิบัติที่ดีในการผลิตเครื่องสำอาง (Cosmetic GMP) ควรขอดูใบรับรอง ขอบเขตการรับรอง และวันหมดอายุ ส่วนมาตรฐานระบบบริหารอย่าง ISO 9001 ช่วยบอกว่าโรงงานมีระบบงานเป็นระเบียบ แต่ไม่ใช่สิ่งทดแทน GMP เครื่องสำอาง ตัวอย่างเช่น MPC Innovation Lab ดำเนินงานภายใต้ ISO 9001:2015, ISO 22716:2007 และ CODEX GHPs
2. ความสามารถด้าน R&D
ถามว่าใครเป็นผู้พัฒนาสูตรและมีประสบการณ์แค่ไหน ทีมนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่มีประสบการณ์สามารถปรับเนื้อสัมผัส ความคงตัว กลิ่น และสารสำคัญให้ตรงโจทย์ ลองถามด้วยว่าปกติเสนอแนวทางสูตรกี่แบบ และแก้ไขสูตรอย่างไร
3. จำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ (MOQ)
MOQ คือจำนวนขั้นต่ำที่โรงงานรับผลิตต่อครั้ง โดยทั่วไปสูตรมาตรฐานจะมี MOQ ต่ำกว่าสูตรเฉพาะแบรนด์ ที่ MPC สูตรมาตรฐานเริ่มต้นที่ 100 ชิ้น ส่วนสูตรเฉพาะประมาณ 300-1,000 ชิ้น และควรถามเสมอว่า MOQ นับต่อสินค้า ต่อสี ต่อกลิ่น หรือต่อขนาด
4. ขั้นตอนการทำตัวอย่าง
ถามว่าได้ตัวอย่างกี่รอบ แก้ไขอย่างไร และต้องอนุมัติอะไรบ้างก่อนเริ่มผลิต ขั้นตอนที่ชัดเจนควรเป็นดังนี้ รับบรีฟและคอนเซ็ปต์ → พัฒนาสูตร → ทำตัวอย่าง → ยืนยันตัวอย่าง → บรรจุภัณฑ์และอาร์ตเวิร์ก → ผลิต → QC → จัดส่ง
5. การสื่อสาร
สังเกตความเร็วและความชัดเจนในการตอบก่อนเซ็นสัญญา มีผู้ประสานงานที่ชัดเจนหรือไม่ ใช้ช่องทางที่คุณสะดวก เช่น LINE หรือไม่ การสื่อสารที่ดีก่อนสั่งผลิต มักสะท้อนการสื่อสารที่ดีระหว่างผลิต
6. บริการด้านบรรจุภัณฑ์
ถามว่าโรงงานช่วยจัดหาขวด กระปุก หลอด กล่อง และฉลากได้หรือไม่ และช่วยตรวจอาร์ตเวิร์กเรื่องข้อกำหนดและงานพิมพ์หรือเปล่า บรรจุภัณฑ์เป็นสาเหตุที่ทำให้งานล่าช้าบ่อย การมีผู้ช่วยดูแลครบวงจรช่วยลดภาระการประสานงานของคุณ
7. การควบคุมคุณภาพ (QC)
ถามว่าตรวจอะไรบ้างตั้งแต่วัตถุดิบที่รับเข้า ระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป การตรวจทั่วไปได้แก่ ลักษณะภายนอก กลิ่น ค่า pH ความหนืด น้ำหนักบรรจุ และการตรวจบรรจุภัณฑ์ รวมถึงบันทึกแต่ละล็อตอย่างไรเพื่อให้ย้อนกลับตรวจสอบได้
8. เอกสารประกอบ
ถามว่าโรงงานจัดเตรียมเอกสารอะไรให้ได้บ้างเพื่อประกอบแฟ้มผลิตภัณฑ์ เช่น รายการส่วนประกอบ บันทึกการผลิต และข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อกำหนดเรื่องการแจ้งรายละเอียดและฉลากในประเทศไทยอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดกับ อย. หรือทีมเอกสารของโรงงาน
9. การรักษาความลับและความเป็นเจ้าของสูตร
ควรได้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนส่งบรีฟ ดังนี้
- โรงงานเซ็นสัญญารักษาความลับ (NDA) หรือไม่
- สูตรเฉพาะที่พัฒนาแล้วเป็นของใคร และย้ายไปผลิตที่อื่นได้หรือไม่
- โรงงานจะนำสูตรเดียวกันไปขายให้แบรนด์อื่นหรือไม่
อย่าคาดเดาคำตอบ ให้ระบุไว้ในสัญญาหรือใบเสนอราคา
10. การเยี่ยมชมโรงงาน
ถ้าทำได้ควรเข้าเยี่ยมชมโรงงานหรือขอดูวิดีโอพาชม สังเกตความสะอาด การแบ่งพื้นที่ การติดป้ายวัตถุดิบ สุขลักษณะพนักงาน และการเก็บบันทึก โรงงานของเราอยู่ที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ยินดีให้แบรนด์นัดเข้าเยี่ยมชม
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง
- ไม่ยอมให้ดูใบรับรองหรือไม่ให้เข้าเยี่ยมชม
- ตอบเรื่องเจ้าของสูตรกำกวม
- สัญญาว่าเห็นผลเร็วผิดปกติหรือรับประกันผลลัพธ์
- ไม่มีใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเงื่อนไขเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
- ไม่มีขั้นตอนอนุมัติตัวอย่างก่อนผลิตที่ชัดเจน
เปรียบเทียบโรงงาน 2-3 แห่งอย่างไรให้เป็นธรรม?
ส่งบรีฟสั้น ๆ ชุดเดียวกันให้ทุกโรงงาน ได้แก่ ประเภทสินค้า กลุ่มลูกค้า จุดขาย ปริมาณคร่าว ๆ และไอเดียบรรจุภัณฑ์ จากนั้นให้คะแนนตามเช็กลิสต์ 10 ข้อ เปรียบเทียบทั้งความชัดเจนของคำตอบ ไม่ใช่แค่ตัวเลข โรงงานที่ถามคำถามดี ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ มักใส่ใจสินค้าของคุณในระดับเดียวกัน
หากกำลังตัดสินใจระหว่าง OEM กับ ODM พาร์ตเนอร์วันสต็อปอย่าง MPC Innovation Lab สามารถเริ่มจากคอนเซ็ปต์ แล้วดูแลต่อเนื่องทั้งพัฒนาสูตร บรรจุภัณฑ์ การผลิต และการจัดส่ง พร้อมทางเลือกสูตรมาตรฐานสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มจากจำนวนน้อย
คำถามที่พบบ่อย
โรงงานผลิตเครื่องสำอางควรมีมาตรฐานอะไรบ้าง?
อย่างน้อยควรมี ISO 22716 (GMP เครื่องสำอาง) และควรตรวจขอบเขตกับวันหมดอายุของใบรับรอง ส่วน ISO 9001 ช่วยแสดงว่ามีระบบบริหารที่เป็นระเบียบ MPC Innovation Lab ดำเนินงานภายใต้ ISO 9001:2015, ISO 22716:2007 และ CODEX GHPs
MOQ ของการผลิตครีมโดยทั่วไปเท่าไร?
ขึ้นกับโรงงานและประเภทสูตร โดยที่ MPC สูตรมาตรฐานเริ่มต้น 100 ชิ้น ส่วนสูตรเฉพาะแบรนด์ประมาณ 300-1,000 ชิ้น ควรยืนยัน MOQ แต่ละสินค้าในใบเสนอราคา
ควรเลือก OEM หรือ ODM?
เลือก ODM หากต้องการให้โรงงานพัฒนาสูตรและช่วยเรื่องบรรจุภัณฑ์ และเลือก OEM หากมีสูตรของตัวเองอยู่แล้ว แบรนด์ใหม่ที่ยังไม่มีห้องแล็บมักสะดวกกับ ODM หรือบริการวันสต็อป
สูตรเฉพาะที่พัฒนาแล้วเป็นของแบรนด์หรือโรงงาน?
ขึ้นกับข้อตกลงระหว่างกัน จึงควรถามก่อนเริ่มพัฒนา และให้ระบุความเป็นเจ้าของสูตร การรักษาความลับ และเงื่อนไขความเป็นเอกสิทธิ์ไว้ในสัญญาหรือใบเสนอราคา
ขอเข้าชมโรงงานก่อนสั่งผลิตได้ไหม?
ได้ โรงงานที่น่าเชื่อถือควรยินดีให้เยี่ยมชมหรือมีวิดีโอพาชม ติดต่อ MPC ได้ทาง LINE @mpc.lab หรือโทร 081-5591546 วันจันทร์-เสาร์ 8:30-17:30
โรงงานช่วยเรื่องเอกสาร อย. ไหม?
ควรถามว่าโรงงานจัดเตรียมเอกสารอะไรให้ได้บ้างเพื่อประกอบการแจ้งผลิตภัณฑ์ เพราะข้อกำหนดอาจเปลี่ยนแปลง ให้ตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดกับ อย. หรือทีมเอกสารของ MPC